ความทรงจำ

posted on 05 Dec 2009 19:19 by kilz  in Fiction

“ผมเสียใจด้วยจริงๆครับ  ท่านจากเราเร็วเกินไปจริงๆ...”

“ครับ”  ผมตอบออกไปทั้งๆที่ไม่รู้ว่าจริงๆแล้วตัวเองรู้สึกอย่างนั้นจริงๆรึเปล่า  มันอาจจะแปลกๆแต่ผมกับแม่แทบจะไม่มีช่วงเวลาที่เป็นความทรงจำที่ดีต่อกันเลย

ผมก็ไม่รู้จะเริ่มเล่ายังไง  ตั้งแต่จำความได้ ผมกับแม่ก็ไม่ค่อยได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันเท่าไหร่  ผมแทบจะจำภาพที่เราอยู่ร่วมกันไม่ได้เลย 

เรามีกันอยู่แค่สองคนแม่ลูกก็จริง  แต่ภาพที่ผมจำได้ก็มีแค่จานอาหารเย็นๆที่แม่ทำไว้ให้ผมกินเวลาที่ผมกลับมาถึงบ้านกับห้องมืดๆเงียบๆที่ไม่มีใครอยู่เลยเท่านั้น

แม่ของผมเป็นพนักงานบริษัทธรรมดาๆทั่วไป  แต่เราสองคนไม่มีญาติที่ไหนอีกแล้ว  พ่อเองก็จากไปตั้งแต่ผมยังเด็ก  แม่จึงต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำเพื่อหาเงินมาใช้จ่ายในครอบครัว  แน่นอนว่าแม่ต้องทำงานเยอะมากกว่าคนอื่นเป็นสองเท่าเพื่อทดแทนส่วนที่พ่อไม่สามารถทำมันได้อีกแล้ว

เพราะอย่างนี้  เราสองคนจึงแทบไม่เคยมีเวลาอยู่ด้วยกันเลย...

มันจึงไม่แปลกที่ผมจะนึกไม่ออกว่าแม่และผมมีเคยความทรงจำอะไรต่อกันบ้าง...ผมยิ่งพยายามนึกมันมากเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้สึกว่าเราสองคนไม่ได้ผูกพันกันเลยถ้าไม่นับความเกี่ยวข้องกันทางสายเลือดของเราทั้งคู่...

ในหนังทุกเรื่องที่ผมเคยดู  เวลาที่ใครสักคนเสียพ่อแม่ไป  คนๆนั้นต้องมีบางอย่างที่เก็บไว้ให้ระลึกถึงเรื่องราวต่างๆ  อย่างน้อยๆก็ต้องมีรูปถ่ายเก็บเอาไว้  ต่างจากเรื่องของผม  แม้แต่รูปถ่ายระหว่างเราสองคนผมก็ไม่มี...

อาจจะเพราะแม่ไม่ชอบถ่ายรูปก็เป็นได้  เวลาที่ผมจะถ่ายรูปแม่จะเอามือมาบังหน้ากล้องแล้วหัวเราะเสมอๆ  แม่มักจะพูดว่า  “จะถ่ายรูปแม่ไปทำไมล่ะ  แม่ก็อยู่ตรงนี้แล้วไง” 

เพราะอย่างนี้ผมก็เลยไม่มีรูปของแม่เลยแม้แต่รูปเดียว...

ผมบอกตรงๆ  มันอาจจะดูโหดร้าย  หรือผมอาจจะกลายเป็นลูกเนรคุณไปเลยถ้าใครมาได้ยินผมพูดอย่างนี้

ผมไม่เหลืออะไรที่จะพอเป็น “หลักฐานในการมีตัวตนอยู่” ของแม่ได้เลยแม้แต่ชิ้นเดียว...

 

 

งานศพก็จบไปแล้ว  แตสิ่งต่างๆในชีวิตผมก็ยังดำเนินต่อไป

จะมีแม่อยู่หรือจะไม่มี  ผมก็ไม่เห็นว่ามันจะต่างกันตรงไหน...

วันนี้ผมก็ยังออกไปทำงานเหมือนเคย  แต่งตัวออกจากบ้านแต่เช้ากว่าจะกลับก็คงค่ำๆนู่น  เวลาที่จะได้อยู่กับบ้านมีน้อยเต็มที

 

“เฮ้ย  มึงนี่...ผูกเนคไทเรียบร้อยทุกวันเลยว่ะ  ไม่รู้ทำไม  แต่มันดูเรียบร้อยกว่าคนอื่นเยอะเลยกูว่า”  อยู่ดีๆเพื่อนร่วมงานของผมก็พูดขึ้นมาตอนเราพักกินข้าวกลางวันกัน

“ไม่เห็นจะต่างตรงไหน”  ผมตอบกลับไปแบบงงๆ

“ช้อนส้อมไม่พอหวะ  สงสัยเค้ายังล้างไม่เสร็จ  ขาดไปคู่นึง”  เพื่อนอีกคนที่ถูกใช้ให้ไปเอาช้อนส้อมที่เพิ่งเดินกลับถึงโต๊ะบ่นกระปอดกระแปด

“ไม่เป็นไร  กูใช้ตะเกียบกินได้”  ผมตอบกลับไป  เพราะหิวขนาดนี้คงรอช้อนส้อมรอบใหม่ไม่ไหว

“เออ  จะว่าไปมึงนี่ก็ใช้ตะเกียบเก่งหวะ  กินข้าวด้วยตะเกียบยากจะตาย”  เพื่อนอีกคนพูดเมื่อเห็นผมใช้ตะเกียบกินข้าวแทนช้อนส้อม

“ก็กูใช้ตะเกียบมาตั้งแต่เด็กนี่หว่า”  ผมตอบกลับไปแล้วรีบกินต่อให้หมดเพราะกลัวจะหมดเวลาพักไปซะก่อน...

 

 

“เฮ้ย  กูกลับก่อนนะ  เดี๋ยวจะรีบกลับไปทำงานต่อที่บ้านเหมือนงานจะเยอะว่ะ”  ผมบอกเพื่อนก่อนจะลุกขึ้นจากโต๊ะ

“เออๆ  พรุ่งนี้เจอกัน”  มันตอบกลับมาพร้อมโบกมือบ้ายบาย

 

“กลับมาแล้วครับ”  ผมพูดออกไปแล้วก็รู้สึกขำ  ทั้งๆที่ไม่มีใครอยู่บ้านอีกแล้วแท้ๆแต่ด้วยความเคยชินมันกลายเป็นนิสัยไปแล้ว

ผมเดินเข้าไปในห้องครัวเพื่อทำอาหาร  รู้สึกว่าวันนี้จะหิวเร็วผิดปกติ  อาจเพราะตอนกลางวันกินน้อยไปหน่อย

ในห้องครัวยังมืดเหมือนเดิม  ต่างจากเดิมก็แค่ไม่มีจานอาหารวางอยู่บนโต๊ะรอผมกลับมาอีกแล้วเท่านั้น

 

“กินล่ะนะคร้าบ  อ้าว  ไม่มีช้อนอีกแล้ว...”  นี่วันนี้ผมต้องใช้ตะเกียบกินทั้งวันมั้ยเนี่ย...

ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ผมใช้ตะเกียบได้เก่งขนาดคีบข้าวเป็นเม็ดๆกินได้ขนาดนี้

พอผมเริ่มคิด  น้ำตามันก็ไหลออกมา...  มันไม่ได้ไหลอย่างไม่มีสาเหตุ  ตอนนี้ผมเข้าใจแล้ว...เรื่องราวทั้งหมด...

ทั้งการผูกเนคไทที่เรียบร้อยผิดปกติ...

ทั้งการใช้ตะเกียบอย่างคล่องแคล่วนี้...

ทั้งการพูด...

ทั้งการเดิน...

ทั้ง  “ตัวตน” และ “ความทรงจำ”  ของผม...

            “แม่”  นั่นเองที่เป็นคนสร้างมันขึ้นมา...

            ถึงแม่จะไม่ค่อยอยู่บ้าน   ถึงแม้เราสองคนจะไม่เคยได้ใช้เวลาต่างๆร่วมกันเหมือนครอบครัวอื่นๆ...

            แต่ทั้ง  “รูปถ่าย”  และ  “ของที่ระลึก”  ในการมีตัวตนอยู่ของแม่ไม่ได้สำคัญเลยแม้แต่นิดเดียว...

 

            ผมเพิ่งรู้สึกได้ตอนนี้เองว่า  “ตัวตน”  ของผมนั่นเองคือสิ่งที่สามารถจะยืนยัน  “การมีตัวตนอยู่”  ของแม่ได้ดีที่สุด

 “ความทรงจำ”  ทั้งหมดของผม  แม่นั่นเองที่เป็นคนสร้างมันขึ้นมา  มันชัดเจนยิ่งกว่ารูปถ่ายหรือหลักฐานสำคัญไหนๆทั้งนั้น...

            เรื่องราวต่างๆเหล่านี้มันวนไปวนมาในหัวของผมจนผมไม่สามารถกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้เลย

            ผมเพิ่งเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดก็เมื่อสายไป...แม่คือทุกสิ่งทุกอย่างของผม  ทั้งชีวิต และ ลมหายใจ

            แม่นั่นเองที่สร้างผมขึ้นมา  ถึงแม้ความทรงจำเกี่ยวกับแม่ของผมจะเลือนลาง  แต่ภาพของแม่นั้นคงอยู่ชัดเจนในตัวผม

 

 

...แม่ครับ...  มันอาจจะสายไป  แต่ผมรักแม่ครับ...

 

 

 

 

 

 

 

 

ที่เขียนเรื่องนี้เพราะมันเกี่ยวเนื่องมาจากอีกไม่นานจะถึงวันเกิดเรานี่แหละ

เราเองมานั่งคิดว่า  คนเราเกิดมาเนี่ย  ไม่ใช่ว่าชีวิตเป็นของเราคนเดียวนะ

เพราะมีคนมากมายที่คอยอยู่ข้างหลังเรา  คอยช่วยเวลาที่เราล้ม  คอยปลอบเวลาที่เราท้อแท้

 

เคยมีคนพูดกับเราว่า

ชีวิตกูมันก็ของกู  แม่คลอดกูมาเลี้ยงกูมาก็จริง  แต่กูเป็นคนใช้ชีวิตของกูเอง

 

ลองคิดให้ดีอีกทีนะ  เราเชื่อว่าตัวตนของคนเราทุกคนมันคือเครื่องยืนยันในการมีชีวิตอยู่ของคนที่รักเราทุกคน

แล้วเราล่ะ  รักเค้าเท่าที่เค้ารักเราแล้วรึยัง

 

 

 ขอบคุณพ่อกับแม่ที่ทำให้กิ๊กเกิดมาน่อ

ชีวิตที่ใช้อยู่ทุกวันนี้ก็มาจากพ่อกับแม่เนี่ยแหละน้า

ยังไม่ถึงวันเกิดก็จริงแต่ก็เขียนเรื่องนี้เพื่อเตือนตัวเองว่าเราเกิดมาได้เพราะใคร

 

...แล้ววันนี้  คุณล่ะคิดได้รึยัง...

 

 

ปล.ใครที่เข้ามาดูก็ช่วยคอมเม้นท์ด้วยน้า  จะได้รู้ว่าต้องปรับปรุงตรงไหน  รู้ตัวว่ายังเขียนไม่ดีน่อ

ฝน

posted on 30 Nov 2009 01:09 by kilz  in Fiction

    บนประเทศไทย  พื้นที่เล็กๆของคนไทยผืนนี้  ยังมีฤดูหนึ่งที่ถูกเรียกว่าฤดูฝน

    ฤดูฝน  ฤดูที่มีน้ำอะไรไม่รู้ร่วงลงมาจากฟ้าตลอดเวลา

              บางทีน้ำนั้นก็ร่วงปรอยๆ  เหมือนคนกำลังร้องไห้...

              บางทีก็มากซะจนเหมือนกับท่อประปาแตก...

 

    ประเทศไทยมีอยู่ 3 ฤดูด้วยกัน  ฤดูร้อน  ฤดูฝน  ฤดูหนาว

    แน่นอน  ทุกคนต้องมีฤดูที่เกลียด

    และผม...เกลียดฤดูฝนมากที่สุด...มากที่สุด

 

    มึงนี่เลวจริงๆเลยว่ะไอ้วินพูดออกมาด้วยใบหน้ายิ้มๆ

    เรียกกูมาช่วยจัดบ้านเพราะพรุ่งนี้แฟนมึงจะมาเนี่ยนะ

    ก็บ้านกูรกนี่หว่า ขอโทษนะเว่ย  ไปๆ  เดี๋ยวกูพาไปเลี้ยงไอติมหน้าปากซอย

    เฮ้ย  มึงเห็นกูเป็นเด็กรึไง คิดว่าไอติมถ้วยเดียวซื้อกูได้เรอะ

    สามถ้วยก็ได้นะเว่ย  ว่าแล้วก็หัวเราะกันซะดังลั่นบ้าน

พวกเราเดินออกมาหน้าบ้าน  แหงนหน้ามองดูฟ้า...

    วันนี้เมฆเยอะจังเลยว่ะ  ครึ้มเชียว

    เฮ้ย  กูไม่ได้เอาร่มมานะเว่ย  งั้นกูรีบไปก่อนละกัน  เดี๋ยวเปียก

    ไม่เป็นไรเว่ย  กูมีร่ม  ว่าแล้วผมก็เดินไปหยิบร่มในบ้าน

    ไอ้บ้า  มึงคิดว่ากูจะยอมอยู่ใต้ร่มคันเดียวกับมึงเหมือนการ์ตูนน้ำเน่าเรอะ  มันโวยวาย

    เอาร่มมาไม่ต้องไปส่งกูหรอก  กูกลับเองได้  แล้วไอ้วินก็รีบวิ่งไป  มันคงกลัวเปียกจริงๆ แล้วทำไมไม่กางร่มวะ

    เออ  กูก็ไม่ชอบฝนเหมืนกันแหละ  ผมตะโกนไล่หลังมันไป

 

 

 

    เอกไม่ต้องไปส่งออยก็ได้ค่ะ  ออยกลับเองได้  เธอพูดยิ้มๆ

    ไม่เป็นไร  ให้ผมเดินไปส่งเถอะ  นิดเดียวเองนะ

 เธอพยักหน้าแล้วส่งยิ้มให้ผม

 เราเดินออกมานอกบ้าน  แหงนหน้ามองฟ้า

    วันนี้เมฆเยอะจัง  เหมือนฝนจะตกเลยนะคะ

    นั่นสิ  ออยเอาร่มมารึเปล่าล่ะ

เธอก้มลงไปรื้อของในกระเป๋าแล้วเงยหน้าขึ้นมาพร้อมกับยิ้มแห้งๆ

    ออยลืมร่มไว้ที่บ้านอ่ะ

    ไม่เป็นไรครับ  ผมมีร่ม  แล้วผมก็เดินเข้าไปหยิบร่มในบ้าน

    พอดีเมื่อวานไอ้วินยืมร่มไปเลยเหลือร่มแค่อันเดียวน่ะ

    ไม่เป็นไรค่ะ  ถ้าฝนตกปรอยๆ  ใช้ร่มคันเดียวก็พอ

เรายิ้มให้กัน  แล้วค่อยๆจับมือกันเดินไป  จุดหมายคือป้ายรถเมล์หน้าปากซอย

 

ในใจผมแอบภาวนาให้ฝนตกลงมาจริงๆ 

 

 

ก็ผมรักฝนนี่นา...  

นิยายรักวัยรุ่น<ไหน>

posted on 30 Nov 2009 01:02 by kilz  in Fiction

ผมก็แค่ผู้ชายธรรมดาๆคนนึง

ที่รักเดียวใจเดียว...

 

เธอเป็นเพื่อนผม...เพื่อนสนิท...ของคนอื่น

เราไม่ได้รู้จักกันตั้งแต่อนุบาล...ตั้งแต่ตอนที่คุณแม่ของผมยังไม่แก่...

แต่ตอนนี้แม่ผม...ช่างมันเถอะ

ผมแอบชอบเธอมาน้านนาน

พรุ่งนี้ก็จะครบเดือนนึงแล้ว...

เรากลับบ้านด้วยกันเสมอ...ถึงแม้ไม่ใช่บ้านเดียวกัน...

สนิทกันมากคล้ายตัวติดกัน...แต่เราไม่ใช่แฝด อิน-จัน จึงห่างกันบ้างในบางครั้ง...ซึ่งบางจนบ่อย...

แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น

อันที่จริงสิ่งที่ผมอยากจะเล่าก็คือ...

เธอไม่เคยมองผมเลย...เธอมีคนแฟนอยู่แล้ว...หล่อกว่าผมด้วย

เปล่านะ...ผมไม่ได้ขี้เหร่แต่ผมแค่หล่อน้อยเท่านั้น...ช่างเหอะ

พูดถึงเธอดีกว่า...

เธอผมยาว...ปลิวสลวยทุกครั้งที่ต้องลม...กลิ่นแชมพูหอมๆลอยมาแต่ไกล

เธอไม่สวย...ไม่น่ารัก

แต่โดนใจผมเต็มๆ...อ่ะถูกใจอีกแล้ว...มันอดไม่ไหวใจแตกอีกแล้ว...

ส่งมือให้ผมหน่อย...ผมตกหลุมรักเธอเต็มๆ

เวลาที่เธอยิ้มให้...ใจมันจะละลายกลายเป็นสายโลหิต...แต่ไม่อยากออกรบไม่เป็นดีกว่า

เวลาที่เธอพูดด้วยผมแทบคลั่ง...เสียงเธอไพเราะก้องกังวาลดังนกไนติงเกล...มันเป็นไงวะ

เวลาที่เธอออกไปรายงานหน้าชั้นแล้วทำท่าเขินๆ

โอ้แม่เจ้า...น่ารักยิ่งกว่า พีค สายลับจับบ้านเล็ก...แต่พีคอึ๋มกว่านะ...

ไม่มีครั้งไหนเลยที่ผมจะละสายตาจากเธอไปได้...

ขนาดเอากาวตาช้างมาต่อโมเดล...ก็ยังไม่เหนียวขนาดนี่เลย...

แล้วไงอ่ะ

ผมก็ต้องแห้วน่ะซี้

ต่อให้เธอขี้เหร่ขนาดไม่มีใครมาจีบเธอ...เธอก็ไม่มองผมอยู่ดี

เพราะเธอมันตาถั่วไม่มองคนดีๆอย่างผม...

ผมเลยได้แต่รอซักวัน...ที่เธอจะตาดีพอที่จะหันมามองกัน...

แต่ไม่มีเวลารอขนาดนั้นนะ...ถึงตอนนั้นเธอมาชอบผม

ผมอาจชอบคนอื่นไปแล้วก็ได้...สมน้ำหน้า...