“ผมเสียใจด้วยจริงๆครับ ท่านจากเราเร็วเกินไปจริงๆ...”
“ครับ” ผมตอบออกไปทั้งๆที่ไม่รู้ว่าจริงๆแล้วตัวเองรู้สึกอย่างนั้นจริงๆรึเปล่า มันอาจจะแปลกๆแต่ผมกับแม่แทบจะไม่มีช่วงเวลาที่เป็นความทรงจำที่ดีต่อกันเลย
ผมก็ไม่รู้จะเริ่มเล่ายังไง ตั้งแต่จำความได้ ผมกับแม่ก็ไม่ค่อยได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันเท่าไหร่ ผมแทบจะจำภาพที่เราอยู่ร่วมกันไม่ได้เลย
เรามีกันอยู่แค่สองคนแม่ลูกก็จริง แต่ภาพที่ผมจำได้ก็มีแค่จานอาหารเย็นๆที่แม่ทำไว้ให้ผมกินเวลาที่ผมกลับมาถึงบ้านกับห้องมืดๆเงียบๆที่ไม่มีใครอยู่เลยเท่านั้น
แม่ของผมเป็นพนักงานบริษัทธรรมดาๆทั่วไป แต่เราสองคนไม่มีญาติที่ไหนอีกแล้ว พ่อเองก็จากไปตั้งแต่ผมยังเด็ก แม่จึงต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำเพื่อหาเงินมาใช้จ่ายในครอบครัว แน่นอนว่าแม่ต้องทำงานเยอะมากกว่าคนอื่นเป็นสองเท่าเพื่อทดแทนส่วนที่พ่อไม่สามารถทำมันได้อีกแล้ว
เพราะอย่างนี้ เราสองคนจึงแทบไม่เคยมีเวลาอยู่ด้วยกันเลย...
มันจึงไม่แปลกที่ผมจะนึกไม่ออกว่าแม่และผมมีเคยความทรงจำอะไรต่อกันบ้าง...ผมยิ่งพยายามนึกมันมากเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้สึกว่าเราสองคนไม่ได้ผูกพันกันเลยถ้าไม่นับความเกี่ยวข้องกันทางสายเลือดของเราทั้งคู่...
ในหนังทุกเรื่องที่ผมเคยดู เวลาที่ใครสักคนเสียพ่อแม่ไป คนๆนั้นต้องมีบางอย่างที่เก็บไว้ให้ระลึกถึงเรื่องราวต่างๆ อย่างน้อยๆก็ต้องมีรูปถ่ายเก็บเอาไว้ ต่างจากเรื่องของผม แม้แต่รูปถ่ายระหว่างเราสองคนผมก็ไม่มี...
อาจจะเพราะแม่ไม่ชอบถ่ายรูปก็เป็นได้ เวลาที่ผมจะถ่ายรูปแม่จะเอามือมาบังหน้ากล้องแล้วหัวเราะเสมอๆ แม่มักจะพูดว่า “จะถ่ายรูปแม่ไปทำไมล่ะ แม่ก็อยู่ตรงนี้แล้วไง”
เพราะอย่างนี้ผมก็เลยไม่มีรูปของแม่เลยแม้แต่รูปเดียว...
ผมบอกตรงๆ มันอาจจะดูโหดร้าย หรือผมอาจจะกลายเป็นลูกเนรคุณไปเลยถ้าใครมาได้ยินผมพูดอย่างนี้
ผมไม่เหลืออะไรที่จะพอเป็น “หลักฐานในการมีตัวตนอยู่” ของแม่ได้เลยแม้แต่ชิ้นเดียว...
งานศพก็จบไปแล้ว แตสิ่งต่างๆในชีวิตผมก็ยังดำเนินต่อไป
จะมีแม่อยู่หรือจะไม่มี ผมก็ไม่เห็นว่ามันจะต่างกันตรงไหน...
วันนี้ผมก็ยังออกไปทำงานเหมือนเคย แต่งตัวออกจากบ้านแต่เช้ากว่าจะกลับก็คงค่ำๆนู่น เวลาที่จะได้อยู่กับบ้านมีน้อยเต็มที
“เฮ้ย มึงนี่...ผูกเนคไทเรียบร้อยทุกวันเลยว่ะ ไม่รู้ทำไม แต่มันดูเรียบร้อยกว่าคนอื่นเยอะเลยกูว่า” อยู่ดีๆเพื่อนร่วมงานของผมก็พูดขึ้นมาตอนเราพักกินข้าวกลางวันกัน
“ไม่เห็นจะต่างตรงไหน” ผมตอบกลับไปแบบงงๆ
“ช้อนส้อมไม่พอหวะ สงสัยเค้ายังล้างไม่เสร็จ ขาดไปคู่นึง” เพื่อนอีกคนที่ถูกใช้ให้ไปเอาช้อนส้อมที่เพิ่งเดินกลับถึงโต๊ะบ่นกระปอดกระแปด
“ไม่เป็นไร กูใช้ตะเกียบกินได้” ผมตอบกลับไป เพราะหิวขนาดนี้คงรอช้อนส้อมรอบใหม่ไม่ไหว
“เออ จะว่าไปมึงนี่ก็ใช้ตะเกียบเก่งหวะ กินข้าวด้วยตะเกียบยากจะตาย” เพื่อนอีกคนพูดเมื่อเห็นผมใช้ตะเกียบกินข้าวแทนช้อนส้อม
“ก็กูใช้ตะเกียบมาตั้งแต่เด็กนี่หว่า” ผมตอบกลับไปแล้วรีบกินต่อให้หมดเพราะกลัวจะหมดเวลาพักไปซะก่อน...
“เฮ้ย กูกลับก่อนนะ เดี๋ยวจะรีบกลับไปทำงานต่อที่บ้านเหมือนงานจะเยอะว่ะ” ผมบอกเพื่อนก่อนจะลุกขึ้นจากโต๊ะ
“เออๆ พรุ่งนี้เจอกัน” มันตอบกลับมาพร้อมโบกมือบ้ายบาย
“กลับมาแล้วครับ” ผมพูดออกไปแล้วก็รู้สึกขำ ทั้งๆที่ไม่มีใครอยู่บ้านอีกแล้วแท้ๆแต่ด้วยความเคยชินมันกลายเป็นนิสัยไปแล้ว
ผมเดินเข้าไปในห้องครัวเพื่อทำอาหาร รู้สึกว่าวันนี้จะหิวเร็วผิดปกติ อาจเพราะตอนกลางวันกินน้อยไปหน่อย
ในห้องครัวยังมืดเหมือนเดิม ต่างจากเดิมก็แค่ไม่มีจานอาหารวางอยู่บนโต๊ะรอผมกลับมาอีกแล้วเท่านั้น
“กินล่ะนะคร้าบ อ้าว ไม่มีช้อนอีกแล้ว...” นี่วันนี้ผมต้องใช้ตะเกียบกินทั้งวันมั้ยเนี่ย...
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ผมใช้ตะเกียบได้เก่งขนาดคีบข้าวเป็นเม็ดๆกินได้ขนาดนี้
พอผมเริ่มคิด น้ำตามันก็ไหลออกมา... มันไม่ได้ไหลอย่างไม่มีสาเหตุ ตอนนี้ผมเข้าใจแล้ว...เรื่องราวทั้งหมด...
ทั้งการผูกเนคไทที่เรียบร้อยผิดปกติ...
ทั้งการใช้ตะเกียบอย่างคล่องแคล่วนี้...
ทั้งการพูด...
ทั้งการเดิน...
ทั้ง “ตัวตน” และ “ความทรงจำ” ของผม...
“แม่” นั่นเองที่เป็นคนสร้างมันขึ้นมา...
ถึงแม่จะไม่ค่อยอยู่บ้าน ถึงแม้เราสองคนจะไม่เคยได้ใช้เวลาต่างๆร่วมกันเหมือนครอบครัวอื่นๆ...
แต่ทั้ง “รูปถ่าย” และ “ของที่ระลึก” ในการมีตัวตนอยู่ของแม่ไม่ได้สำคัญเลยแม้แต่นิดเดียว...
ผมเพิ่งรู้สึกได้ตอนนี้เองว่า “ตัวตน” ของผมนั่นเองคือสิ่งที่สามารถจะยืนยัน “การมีตัวตนอยู่” ของแม่ได้ดีที่สุด
“ความทรงจำ” ทั้งหมดของผม แม่นั่นเองที่เป็นคนสร้างมันขึ้นมา มันชัดเจนยิ่งกว่ารูปถ่ายหรือหลักฐานสำคัญไหนๆทั้งนั้น...
เรื่องราวต่างๆเหล่านี้มันวนไปวนมาในหัวของผมจนผมไม่สามารถกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้เลย
ผมเพิ่งเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดก็เมื่อสายไป...แม่คือทุกสิ่งทุกอย่างของผม ทั้งชีวิต และ ลมหายใจ
แม่นั่นเองที่สร้างผมขึ้นมา ถึงแม้ความทรงจำเกี่ยวกับแม่ของผมจะเลือนลาง แต่ภาพของแม่นั้นคงอยู่ชัดเจนในตัวผม
...แม่ครับ... มันอาจจะสายไป แต่ผมรักแม่ครับ...
ที่เขียนเรื่องนี้เพราะมันเกี่ยวเนื่องมาจากอีกไม่นานจะถึงวันเกิดเรานี่แหละ
เราเองมานั่งคิดว่า คนเราเกิดมาเนี่ย ไม่ใช่ว่าชีวิตเป็นของเราคนเดียวนะ
เพราะมีคนมากมายที่คอยอยู่ข้างหลังเรา คอยช่วยเวลาที่เราล้ม คอยปลอบเวลาที่เราท้อแท้
เคยมีคนพูดกับเราว่า
ชีวิตกูมันก็ของกู แม่คลอดกูมาเลี้ยงกูมาก็จริง แต่กูเป็นคนใช้ชีวิตของกูเอง
ลองคิดให้ดีอีกทีนะ เราเชื่อว่าตัวตนของคนเราทุกคนมันคือเครื่องยืนยันในการมีชีวิตอยู่ของคนที่รักเราทุกคน
แล้วเราล่ะ รักเค้าเท่าที่เค้ารักเราแล้วรึยัง
ขอบคุณพ่อกับแม่ที่ทำให้กิ๊กเกิดมาน่อ
ชีวิตที่ใช้อยู่ทุกวันนี้ก็มาจากพ่อกับแม่เนี่ยแหละน้า
ยังไม่ถึงวันเกิดก็จริงแต่ก็เขียนเรื่องนี้เพื่อเตือนตัวเองว่าเราเกิดมาได้เพราะใคร
...แล้ววันนี้ คุณล่ะคิดได้รึยัง...
ปล.ใครที่เข้ามาดูก็ช่วยคอมเม้นท์ด้วยน้า จะได้รู้ว่าต้องปรับปรุงตรงไหน รู้ตัวว่ายังเขียนไม่ดีน่อ